ข้อมูลทั่วไปฝรั่งเศส

ประเทศฝรั่งเศส 

มีพื้นที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของทวีปยุโรปตะวันตก ลักษณะของแผนที่คล้ายกับรูปหกเหลี่ยม

ทิศเหนือ            ติดกับ ช่องแคบอังกฤษ

ทิศตะวันออก     ติดกับ อิตาลี สวิสเซอร์แลนด์ เยอรมัน ลักเซมเบิร์กและเบลเยี่ยม

ทิศตะวันตก       ติดกับ มหาสมุทรแอตแลนติก

ทิศใต้                ติดกับ สเปนและชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

 ฝรั่งเศส มีพื้นที่ ประมาณ 551,000 ตารางกิโลเมตร แบ่งการปกครองออกเป็น 22 แคว้น แต่ละแคว้นแบ่งย่อยออกเป็นเขต 96 เขต หรือ 96 จังหวัด ไม่รวมโพ้นทะเลอีก 4 เขต และในดินแดนในอาณานิคมอีก 5 แห่ง แคว้นที่สำคัญคือ

  • กรุงปารีส           แคว้นอิล-เดอ-ฟรองซ์ (Lle-De-France)
  •  เมืองรูอ็อง         แคว้น โอต-นอร์มองดี (Haute-Normandie)
  • เมืองสตาสบูร์ก   แคว้น ลอร์แรน (Lorraine)
  • เมืองดีชง           แคว้นเบอร์กันดี (Burgundy)
  • เมืองลียง           แคว้นโรน-แอลป์ (Rhone-Alpes)
  • เมืองอาวรญง     แคว้น เอ็กซ์-ซอง-โปรวองซ์ (Aix-en-Provence) นอกจากนั้น มีอาร์ล (Aries), นีมส์ (Nimes) ,มาร์เซย (Marseill),คานน์(Cannes),นีซ (Nice) ในแคว้นโปรวองซ์-แอป์-โกตดูร (Province –Alpes-Cote d Azur)

นอกจากนั้นยังมีโมนาโก (Monaco) ประเทศอิสระเล็กๆทางตอนใต้ของฝรั่งเศส โดยมี มอนติคาร์โลเป็นเมืองหลวง ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่ฟุ่งเฟ้อที่สุด เป็นสวรรค์ของเหล่าบรรดาเศรษฐี มีกษัตริย์ปกครองและบริหารรายได้มาจากบ่อนการพนัน รายได้จากการท่องเที่ยว มาจากการแข่งรถ เทนนิส

ประชากร:              60 ล้านคน

ภาษา:                   ใช้ภาษาฝรั่งเศส

การปกครอง :       ระบอบประชาธิปไตย มีประธานาธิบดีเป็นประมุข อยู่ในตำแหน่งคราวละ 5 ปี

เมืองหลวง:          ปารีส

ศาสนา:                   นับถือศาสนาคริสต์นิการโรมันคาทอลิก

ประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส

ประวัติศาตร์ฝรั่งเศสสืบสาวราวเรื่องกลับคืนไปเมือ 450 ปีก่อนคริสตกาล เมื่อชาวกอล ตั้งมาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ทางแถบตะวันออกและพวกเขาเชื่อว่าพวกเขาคือ บรรพบุรุษต้นแบบของคนฝรั่งเศสจนถึงปัจจุบัน

จักรวรรดิโรมันเรืองอำนาจ

          อาณาจักรโรมันถือกำเนิดขึ้นมาในดินแดนอิตาลีในปัจจุบัน โดยขยายดินแดนมาทางภาคใต้ของฝรั่งเศส๖แถบโปรวองซ์๗ ก่อตั้งอาณาจักรโรมันขึ้นที่มาร์เซย อาร์ล นีมส์และลียง เมื่อ 100 ปี ก่อนคริสตกาล การเข้ามาของชาวโรมมันได้นำความเจริญก้าวหน้าในด้านต่างๆไม่ว่าจะเป็น สถาปัตยกรรมการก่อสร้าง ศิลปะ  กฎหมายการปกครอง ราว 58 ปีก่อนคริสตกาล กองทัพจูเลียส ซีซ่าร์ ได้ยกกองทัพโรมันเข้ามตีเมืองของพวกกอลได้ และโรมันก็ได้ครอบครองดินแดนของฝรั่งเศสเรียกอาณาจักรว่าโรมันกอล ในช่วงศตวรรษที่ 4-5 ศาสนาคริสต์ก็เริ่มเข้ามาในดินแดน แถบนี้

กำเนิดปารีสและราชวงศ์คาโรลิงเจียน

          ปารีสนครหลวงเกิดที่กลางแม่น้ำแซน เมื่อมีการตั้งชุมชนเล็กๆชื่อ ลูเตเซีย เมื่อราว 300 ปีคริสตกาล จนกระทั้งศตวรรษที่ 3-5 พวกอารยชนที่มีวัฒนธรรมด้อยกว่าหลายกลุ่มก็เริ่มเข้ามารุกรานอาณาจักรโรมัน กอลใชช่วงที่จักรรรดิโรมันตะวันตกเริ่มอ่อนแอ จนจักรพรรดิ์คอสแตนตินได้ตัดสินใจย้ายเมืองหลวงไปยังกรุงคอนสแตนตินติโนเปิล (อิสตันบลูในปัจจุบัน) และก่อตั้งอาณาจักรโรมันตะวันออกแทน

ในไม่ช้าพวกแฟรงค์นำโดยกษัตริย์โคลวิส ก็ชนะรบกองทัพโรมันกอลในดินแดต่างๆหลายครั้งในช่วงปี (ค.ศ. 768-814)  ชื่อประเทศฝรั้งเศสก็มาจากชื่อเผ่าของพวกแฟรงค์ พระองค์ทรงเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์และขยายอาเขตเติบโจขึ้นไปเรื่อยๆจนกระ ทั้งบุตรชายของเขาชื่อเปแป็ง ได้สถาปนาตัวเองเป็นกษัตริย์แห่งแฟร็งค์ในปี ค.ศ.751 เป็นกษัตริย์ราชวงค์คาโรลิงเจียน ซึ่งได้มีการปกครองฝรั่งเศสหลายพระองค์ โดยเฉพาะในสมัยของพระเจ้าชาร์เลอมาญมหาราช เป็นโอรสของเปแป็ง ได้เป็นจักรพรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ จนกระทั้งถึงสมัยของกษัตริย์ชาร์ลที่ 2 ครองราชย์ในปี ค.ศ. 884-888 ก็ต้องเสียบังลังค์ให้กับกษัตริย์โรแบร์เทียงและผลัดเปลี่ยนกันขึ้นครอง อำนาจของทั้งสองราชวงศ์ ในที่สุดสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 5 ราชวงศ์คาโลริงเจียนก็เป็นอันสิ้นสุดลงอย่างถาวร

ราชวงศ์กาเปเซียง (ฝรั่งเศส: Capétiens) หรือ ราชวงศ์คะพีเชียน (อังกฤษ: Capetians)

คือ ราชวงศ์ที่ปกครองอาณาจักรฝรั่งเศสในสมัยกลาง มีพระเจ้าอูก กาแป (Hugh Capet) แห่งฝรั่งเศส เป็นต้นพระราชวงศ์ ปัจจุบันราชวงศ์กาเปเซียงที่ยังคงมีพระชนม์ชีพและถือพระราชสมบัติอยู่ คือ กษัตริย์แห่งสเปนและแกรนด์ดุ๊กแห่งลักเซมเบิร์กผ่านทางราชวงศ์บูร์บง

คำว่า “คาพีเชียน” มาจากพระนามพระเจ้าอูก กาแป ทั้งที่ “กาแป” มิได้เป็นนามสกุลแต่เป็นฉายานาม แต่กษัตริย์ฝรั่งเศสก็ทรงใช้ “กาแป” เป็นพระนามของพระราชสกุล เช่นเมื่อ พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แห่งฝรั่งเศส ทรงถูกประหารด้วยกิโยตีนใน ค.ศ. 1793 การปกครองปฏิวัติในสมัยนั้นบันทึกในมรณบัตรว่า “หลุยส์ กาแป”

บรรพบุรุษของราชวงศ์กาเปเซียง คือ ตระกูลรอแบร์ (Robertian) ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นเคานต์แห่งปารีสในอาณาจักรแฟรงก์ตะวันตก ปัจจุบันคือฝรั่งเศส ในคริสต์ศตวรรษที่ 9 และ 10 ตระกูลรอแบร์อภิเษกกับราชวงศ์คาโรลินเจียน (Carolingian dynasty) ราชวงศ์ที่ปกครองอาณาจักรแฟรงก์ตะวันตกขณะนั้น ทำให้ตระกูลรอแบร์บางคนได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ด้วย แต่ใน ค.ศ. 987 ราชวงศ์กาโรแล็งเชียงสิ้นสุดลงในอาณาจักรแฟรงก์ตะวันตก อูก กาแป เคานต์แห่งปารีสที่สืบเชื้อสายจากตระกูลรอแบร์นั้น ได้ขึ้นครองราชย์เป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์กาเปเซียงราชวงศ์กาเปเซียงในสาย ตรงฝรั่งเศสสิ้นสุดลงใน ค.ศ. 1328 ด้วยการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าชาร์ลที่ 4 ที่ทรงไร้ทายาท แต่ ราชวงศ์วาลัว (Valois dynasty) และราชวงศ์บูร์บง (Bourbon dynasty) อันเป็นสาขาย่อยของราชวงศ์กาเปเซียงยังคงปกครองฝรั่งเศสต่อไป

สงครามร้อยปี (อังกฤษ: Hundred Years’ War)

เป็นความขัดแย้งระหว่างสองราชตระกูลที่เกิดขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1337 ถึงปี ค.ศ. 1453 เพื่อชิงราชบัลลังก์ฝรั่งเศสที่ว่างลงเมื่อผู้สืบเชื้อสายของราชวงศ์กาเป เตียงสิ้นสุดลง ราชวงศ์สองราชวงศ์ที่พยายามชิงราชบัลลังก์คือราชวงศ์วาลัวส์ และราชวงศ์แพลนทาเจเน็ท หรือที่รู้จักกันว่าราชวงศ์อองชู ราชวงศ์วาลัวส์อ้างสิทธิในราชบัลลังก์ฝรั่งเศสขณะที่ราชวงศ์แพลนทาเจเน็ ทอ้างสิทธิในราชบัลลังก์ฝรั่งเศสและอังกฤษ ราชวงศ์แพลนทาเจเน็ทเป็นราชวงศ์ที่ปกครองราชอาณาจักรอังกฤษในคริสต์ศตวรรษ ที่ 12 และมีรากฐานจากบริเวณอองชู และนอร์มังดีในฝรั่งเศส ทหารฝรั่งเศสเป็นผู้ร่วมการต่อสู้ของทั้งสองฝ่าย โดยมีเบอร์กันดี และอากีแตนสนับสนุนฝ่ายแพลนทาเจเน็ท

ความขัดแย้งยืดยาวเป็นเวลาถึง 116 ปีแต่ก็มีช่วงที่มีความสงบเป็นระยะๆ ก่อนที่จะจบลงด้วยการกำจัดราชวงศ์แพลนทาเจเน็ทออกจากฝรั่งเศส (นอกจากในบริเวณคาเลส์) ฝ่ายราชวงศ์วาลัวส์จึงเป็นฝ่ายที่ได้รับชัยชนะในการกำจัดราชวงศ์แพลนทาเจเน็ ทออกจากฝรั่งเศสในคริสต์ทศวรรษ 1450

อันที่จริงแล้วสงครามร้อยปีเป็นสงครามที่เกิดขึ้นเป็นช่วงๆ ที่มักจะแบ่งเป็นสามหรือสี่ช่วง: สงครามพระเจ้าเอ็ดเวิร์ด (ค.ศ. 1337–ค.ศ. 1360), สงครามพระเจ้าชาร์ลส์ (1369–1389), สงครามพระเจ้าเฮนรี (ค.ศ. 1415–ค.ศ. 1429) และหลังจากการมีบทบาทของโจนออฟอาร์ค (ค.ศ. 1412–ค.ศ. 1431) ความได้เปรียบของฝ่ายอังกฤษก็ลดถอยลง นอกจากนั้นสงครามร้อยปีก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความขัดแย้งอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกันทั้งในฝรั่งเศส

อังกฤษที่รวมทั้งสงครามสืบราชบัลลังก์บริตานี, สงครามสืบราชบัลลังก์คาสตีล และสงครามสองปีเตอร์ คำว่า “สงครามร้อยปี” เป็นคำที่นักประวัติศาสตร์ในสมัยต่อมาคิดขึ้นเพื่อบรรยายถึงเหตุการณ์ที่ว่า นี้

สงครามมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์หลายประการ แม้ว่าจะเป็นสงครามของความขัดแย้งกันหลายด้านแต่ก็เป็นสงครามที่ที่ทำให้ ทั้งฝ่ายอังกฤษเริ่มมีความรู้สึกถึงความเป็นชาตินิยม ทางด้านการทหารก็มีการนำอาวุธและยุทธวิธีใหม่ๆ มาใช้ที่ทำให้ระบบศักดินาที่ใช้การต่อสู้บนหลังม้าเป็นหลักเริ่มหมดความ สำคัญลง ในด้านระบบการทหารก็มีการริเริ่มการใช้ทหารประจำการที่เลิกใช้กันไปตั้งแต่ การล่มสลายของจักรวรรดิโรมันตะวันตก ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงบทบาทของเกษตรกร ความเปลี่ยนแปลงต่างๆ เหล่านี้ทำให้เห็นว่าเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้น ในประวัติศาสตร์การสงครามของยุคกลาง ในฝรั่งเศสการรุกรานของฝ่ายอังกฤษ, สงครามกลางเมือง, การระบาดของเชื้อโรค, ความอดอยาก และการเที่ยวปล้นสดมของทหารรับจ้างและโจรทำให้ประชากรลดจำนวนลงไปถึงสองใน สามในช่วงเวลานี้[1] เมื่อต้องออกจากแผ่นดินใหญ่ยุโรปอังกฤษก็กลายเป็นชาติเกาะที่มีผลต่อนโยบาย และปรัชญาของอังกฤษต่อมาถึง 500 ปี

ราชวงศ์บูร์บง House of Bourbon

เป็นหนึ่งในราชวงศ์ที่สำคัญที่สุดในทวีปยุโรป ซึ่งได้ปกครองประเทศฝรั่งเศสในคริสต์ศตวรรษที่ 16 เป็นต้นมา และเมื่อถึงคริสต์ศตวรรษที่ 18 สมาชิกในราชวงศ์บูร์บงก็ได้ปกครองประเทศสเปน เมืองเนเปิลส์ เกาะซิซิลี และเมืองปาร์มาในประเทศอิตาลีด้วย ในปัจจุบันประเทศที่ยังคงมีสมาชิกในราชวงศ์บูร์บงปกครองอยู่คือราชอาณาจักร สเปนและราชรัฐลักเซมเบิร์ก

กษัตริย์แห่งราชวงศ์บูร์บงเริ่มการปกครองครั้งแรกในปี พ.ศ. 2098 (ค.ศ. 1555) ที่เมืองนาวาร์ (ตอนเหนือของประเทศสเปนและทางใต้ของประเทศฝรั่งเศส) และพอมาถึงปี พ.ศ. 2132 (ค.ศ. 1589) ราชวงศ์บูร์บงก็ได้ปกครองประเทศฝรั่งเศสทั้งประเทศ จนมาถึงสิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 2335 (ค.ศ. 1792) เมื่อครั้งการปฏิวัติฝรั่งเศส ถึงแม้จะมีการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่อีกครั้ง แต่ก็ดำรงอยู่ได้เพียง 24 ปี ก็ได้มีการล้มล้างระบอบกษัตริย์ลง

พระเจ้าเฟลีเปที่ 5 แห่งสเปนทรงเป็นกษัตริย์พระองค์แรกแห่งราชวงศ์บูร์บงที่ได้ปกครองประเทศสเปน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2243 (ค.ศ. 1700) ได้มีการโค่นล้ม แก่งแย่ง และฟื้นฟูใหม่อยู่ตลอดเวลา จนมาถึงปัจจุบันซึ่งมีสมเด็จพระราชาธิบดีควน การ์โลสที่ 1 แห่งสเปนปกครองประเทศสเปนอยู่ ส่วนทางประเทศลักเซมเบิร์กนั้น ได้มีการอภิเษกสมรสระหว่างราชวงศ์ จึงนับได้ว่าทางฝ่ายราชสำนักลักเซมเบิร์กนั้นก็มีเชื้อสายราชวงศ์นี้เช่นกัน

รายพระนามกษัตริย์แห่งราชวงศ์บูร์บง

พระเจ้าอองรีที่ 4 แห่งฝรั่งเศส (พ.ศ. 2132 – พ.ศ. 2153)

พระเจ้าหลุยส์ที่ 13 แห่งฝรั่งเศส (พ.ศ. 2153 – พ.ศ. 2186)

พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส (พ.ศ. 2186 – พ.ศ. 2258)

พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 แห่งฝรั่งเศส (พ.ศ. 2258 – พ.ศ. 2317)

พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แห่งฝรั่งเศส (พ.ศ. 2317 – พ.ศ. 2335)

พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 แห่งฝรั่งเศส (พ.ศ. 2357 – พ.ศ. 2367)

พระเจ้าชาร์ลที่ 10 แห่งฝรั่งเศส (พ.ศ. 2367 – พ.ศ. 2373)

พระเจ้าหลุยส์ที่ 19 แห่งฝรั่งเศส (พ.ศ. 2373)

การปฏิวัติฝรั่งเศส

การปฏิวัติฝรั่งเศส ระหว่าง ค.ศ. 1789-1799 เป็นยุคสมัยแห่งกลียุค (upheaval) ทางสังคมและการเมืองที่เปลี่ยนถึงรากฐานในฝรั่งเศสซึ่งมีผลกระทบใหญ่หลวงต่อ ฝรั่งเศสและยุโรปที่เหลือ ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ปกครองฝรั่งเศสมาหลายศตวรรษล่มสลายลงใน 3 ปี สังคมฝรั่งเศสผ่านการปฏิรูปขนานใหญ่ โดยเอกสิทธิ์ในระบบเจ้าขุนมูลนาย ของอภิชนและทางศาสนาหมดสิ้นไปภายใต้การประทุษร้ายอย่างต่อเนื่องจากกลุ่ม การเมืองฝ่ายสาธารณรัฐมูลวิวัติ ฝูงชนบนท้องถนนและชาวนาในชนบท[1] ความคิดเก่าเกี่ยวกับประเพณีและลำดับชั้นบังคับบัญชา ของอำนาจพระมหากษัตริย์ อภิชนและศาสนา ถูกโค่นล้มอย่างฉับพลันโดยความเสมอภาค ความเป็นพลเมืองและสิทธิที่ไม่โอนให้กันได้ อันเป็นหลักการใหม่แห่งยุคเรืองปัญญา

การปฏิวัติฝรั่งเศสเริ่มต้นใน ค.ศ. 1789 ด้วยการเรียกประชุมสภาฐานันดรในเดือนพฤษภาคม ในปีแรกของการปฏิวัติ เกิดเหตุการณ์สมาชิกฐานันดรที่สามประกาศคำปฏิญาณสนามเทนนิสในเดือนมิถุนายน การทลายคุกบาสตีย์ในเดือนกรกฎาคม คำประกาศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมืองในเดือนสิงหาคม และการเดินขบวนสู่แวร์ซายซึ่งบังคับให้ราชสำนักกลับไปยังกรุงปารีสในเดือน ตุลาคม เหตุการณ์อีกไม่กี่ปีถัดมาส่วนใหญ่เป็นความตึงเครียดระหว่างสมัชชาเสรีนิยม ต่าง ๆ และพระมหากษัตริย์ฝ่ายขวาแสดงเจตนาขัดขวางการปฏิรูปใหญ่

มีการประกาศจัดตั้งสาธารณรัฐในเดือนกันยายน ค.ศ. 1792 และพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงถูกประหารชีวิตในปีถัดมา ภัยคุกคามจากนอกประเทศยังมีบทบาทครอบงำในพัฒนาการของการปฏิวัติ สงครามปฏิวัติฝรั่งเศสเริ่มขึ้นใน ค.ศ. 1792 และสิ้นสุดลงด้วยชัยชนะของฝรั่งเศสที่อำนวยการพิชิตคาบสมุทรอิตาลี กลุ่มประเทศแผ่นดินต่ำและดินแดนส่วนใหญ่ทางตะวันตกของแม่น้ำไรน์ อันเป็นความสำเร็จซึ่งรัฐบาลฝรั่งเศสแต่ก่อนทำไม่ได้มาหลายศตวรรษ

ส่วนในประเทศ อารมณ์ของประชาชนได้เปลี่ยนการปฏิวัติถึงรากฐานอย่างสำคัญ จนลงเอยด้วยการขึ้นสู่อำนาจของมักซีมีเลียง รอแบ็สปีแยร์และกลุ่มฌากอแบ็ง (Jacobins) และเผด็จการโดยแท้โดยคณะกรรมการความปลอดภัยสาธารณะระหว่างสมัยแห่งความน่าสะ พรึงกลัว ตั้งแต่ ค.ศ. 1793 ถึง 1794 ซึ่งมีผู้ถูกสังหารถึงระหว่าง 16,000 ถึง 40,000 คน[2] หลังกลุ่มฌากอแบ็งเสื่อมอำนาจและรอแบ็สปีแยร์ถูกประหารชีวิต คณะไดเรกทอรี (Directory) เข้าควบคุมรัฐฝรั่งเศสใน ค.ศ. 1795 และถืออำนาจถึง ค.ศ. 1799 เมื่อถูกแทนที่ด้วยคณะกงสุล (Consulate) ภายใต้นโปเลียน โบนาปาร์ต

การปฏิวัติฝรั่งเศสนำมาซึ่งยุคใหม่ของฝรั่งเศส การเติบโตของสาธารณรัฐและประชาธิปไตยเสรีนิยม การแผ่ขยายของฆราวาสนิยม การพัฒนาอุดมการณ์สมัยใหม่และการประดิษฐ์สงครามเบ็ดเสร็จ[3] ทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นระหว่างการปฏิวัติ เหตุการณ์สืบเนื่องซึ่งสามารถสืบยอนไปได้ถึงการปฏิวัติมีสงครามนโปเลียน การฟื้นฟูสถาบันพระมหากษัตริย์สองครั้งแยกกัน และการปฏิวัติอีกสองครั้ง (ค.ศ. 1830 และ 1848) ขณะที่ฝรั่งเศสสมัยใหม่ก่อร่างขึ้น

สงครามนโปเลียน

สงครามนโปเลียน (อังกฤษ: Napoleonic Wars) เป็นสงครามต่อเนื่องที่เกี่ยวข้องกับจักรวรรดิฝรั่งเศสของจักรพรรดินโปเลียน ที่ 1 และพันธมิตรต่าง ๆ ของยุโรป และฝ่ายพันมิตรต่อต้านที่เริ่มขึ้นราว ค.ศ. 1803 และไม่ได้สิ้นสุดลงจนกระทั่งปี ค.ศ. 1815 สงครามนโปเลียนเป็นสงครามที่มีสาเหตุมาจากการปฏิวัติฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1789 ซึ่งเป็นการปฏิวัติที่เปลี่ยนรูปแบบของกองทัพยุโรปอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ โดยเฉพาะการระบบการเกณฑ์ทหารแบบใหม่ กองทหารฝรั่งเศสขยายตัวและมีอำนาจมากขึ้นอย่างรวดเร็ว และได้รับชัยชนะต่อประเทศต่าง ๆ ในยุโรป แต่ก็สิ้นสุดลงอย่างรวดเร็วเมื่อได้รับความพ่ายแพ้อย่างยับเยินในการรุกราน รัสเซียใน ค.ศ. 1812 ในที่สุดจักรวรรดินโปเลียนก็มาพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิงที่เป็นผลให้มีการ รื้อฟื้นราชวงศ์บูร์บงขึ้นครองฝรั่งเศสอีกครั้ง ผลของสงครามนโปเลียนทำให้จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ถูกยุบ และทำให้อำนาจของจักรวรรดิสเปนในการควบคุมอาณานิคมอ่อนแอลง ที่เป็นการเปิดโอกาสให้เกิดการปฏิวัติขึ้นในลาตินอเมริกา นอกจากนั้นสงครามก็ทำให้จักรวรรดิบริติชกลายมาเป็นจักรวรรดิมหาอำนาจต่อมา อีกหนึ่งร้อยปี

ความเห็นที่ยังไม่ตกลงกันได้คือความเห็นที่เกี่ยวกับว่าเมื่อใดที่สงคราม การปฏิวัติฝรั่งเศสสิ้นสุดลง และเมื่อใดที่สงครามนโปเลียนเริ่มขึ้น วันเริ่มต้นอาจจะเป็นวันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1799 ซึ่งเป็นวันที่นโปเลียนยึดอำนาจในฝรั่งเศสด้วยการรัฐประหารวันที่ 18 บรูแมร์ (ในปีที่ 7 ตามปฏิทินสาธารณรัฐฝรั่งเศสในยุคนั้น) หรือวันที่ 18 พฤษภาคม ค.ศ. 1803 เมื่อมีการประกาศสงครามระหว่างบริเตนและฝรั่งเศสที่ทำให้ช่วงเวลาของความ สันติในยุโรประหว่าง ค.ศ. 1792 ถึง ค.ศ. 1814 ต้องมาสิ้นสุดลง หรือเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ค.ศ. 1804 เมื่อนโปเลียนสวมมงกุฎเป็นจักรพรรดิ

สงครามนโปเลียนยุติลงหลังจากที่นโปเลียนได้รับความพ่ายแพ้ในยุทธการที่วอ เตอร์ลู เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ค.ศ. 1815 และการลงนาม ในสนธิสัญญาปารีสครั้งที่สองในปีเดียวกัน

© 2014